ประวัติความเป็นมา "เมืองนครเขื่อนขันธ์"


 

               อำเภอพระประแดง เดิมเป็นเมืองชื่อ เมืองนครเขื่อนขันธ์ เป็นเมืองหน้าด่านของปากแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างโดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึก ที่ยกมาทางทะเล ชาวพื้นเมืองเดิมของเมืองนครเขื่อนขันธ์หรือพระประแดง เป็น ชาวรามัญ หรือมอญที่ อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินไทยเป็นเวลากว่าร้อยปีมาแล้ว     

เมืองนครเขื่อนขันธ์

 

                 สันนิษฐานว่า ชาวรามัญเริ่มอพยพเข้าสู่ ประเทศไทย หลังจาก สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกาศอิสรภาพ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๗ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ. ๒๓๑๘ ปรากฎว่ามีชาว มอญอพยพเข้ามาราวหมื่นคนทางด้าน จังหวัดกาญจนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงพระราชทาน ที่ดินให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองนนทบุรี ตั้งแต่ปากเกร็ดถึงปทุมธานี ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ มีพวกมอญอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์แล้ว จึงโปรดให้อพยพครอบครัวมอญจากเมืองปทุมธานี โดยมีพระยาเจ่ง เป็นหัวหน้าไปอยู่ที่เมืองนคร เขื่อนขันธ์ ต่อมาโปรดให้สมิงทอบุตรชายพระยาเจ่ง เป็นเจ้าเมืองนครเขื่อนขันธ์ หรือเมืองพระประแดง กล่าวได้ว่า ประเพณีและวัฒนธรรมมอญ จึงฝังรากอย่างแน่นแฟ้นในเมืองพระประแดง ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นคนไทย แต่ก็ยังรักษาประเพณีเดิมไว้เป็นอย่างดี ทาง จังหวัดสมุทรปราการ และชาวอำเภอพระประแดง จึงได้ร่วมกันจัด งานสงกรานต์พระประแดง ขึ้น เพื่อเป็นการต้อนรับ ปีใหม่ ของไทย และเพื่ออนุรักษ์ประเพณีของชาวรามัญเอาไว้ เช่น ประเพณีการปล่อยนกปล่อยปลา การเล่นสะบ้า โดยจัดร่วมกับงานสงกรานต์ทุกปี

                   เมืองพระประแดงเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่มานานกว่า 1000 ปี ประวัติศาสตร์เมืองพระประแดงเริ่มปรากฎในสมัยขอมเรืองอำนาจเหนือดินแดนสุวรรณภูมิบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

                   ในสมัยนั้นสภาพทางภูมิศาสตร์ของที่ราบลุ่มมีทะเลที่อยู่ลึกกว่าปัจจุบันทางใต้ของกรุงเทพ ขอมได้ตั้งเมืองบริเวณปากแม่น้ำนี้เรียกว่า พระประแดง เมืองพระประแดงเดิมตั้งอยู่บริเวณคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ต่อมาแผ่นดินได้งอกขึ้นมาจึงย้ายเมืองพระประแดงมาให้ใกล้ปากแม่น้ำ ซึ่งคือ พระประแดงในปัจุบัน ชื่อของพระประแดงได้ปรากฎในยุคสมัยทั้งหมด 5 สมัย คือ สมัยลพบุรี สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยลพบุรีที่ขอมเรืองอำนาจ เมืองพระประแดงมีฐานะอ็นเมืองหน้าด่านชายทะเล ขอมเรียก เมืองพระประแดง มีความหมายว่า คนน่าสงสาร ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ได้กำหนดให้เมืองพระประแดง เป็นเมืองหนึ่งในหัวเมืองหน้าด่าน เป็นหัวเมืองทางใต้ และหัวเมืองชายฝั่งทะเล ในสมัยอยุธยาได้ปรากฏหลักฐานของเมืองพระประแดง อย่างชัดเจน ตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ความว่า

                    ใน ปีมะเมีย จุลศักราช 860 หรือใน พ.ศ. 2051 ทางกรุงศรีอยุธยา ได้ทำการขุดชำระคลองสำโรงที่เมืองพระประแดง ขณะทำการขุดคลองได้พบพระพุทธรูป 2 องค์ ที่มีชื่อจำหลักไว้ว่าพระยาแสนตา และบาทสังข์กร ได้ตั้งประดิษฐานที่เมืองพระประแดง ภายหลังพระยาละแวกแห่งเขมรยกทัพมาโจมตี กรุงศรีอยุธยาแต่ไม่สำเร็จจึงได้นำเทวรูปทั้ง 2 องค์ไปยังกัมพูชาใน สมัยกรุงธนบุรีพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ให้รื้อกำแพงเมืองพระประแดงมาสร้างวังส่งผลให้เมืองพระประแดงได้หายสาบสูญไปในสมัยนั้นและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้กรมพระราชวังบวรฯ ลงไปสำรวจปากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้างเมืองใหม่ ผลจากการสำรวจ ได้มีการสร้างป้อมขึ้นมา หนึ่งป้อมตรงฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณคลองลัดโพธิ์ ป้อมนี้ชื่อว่าป้อมวิทยาคมเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเมืองพระประแดง

                     ต่อมาในรัชสมัย พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงทำการสร้างเมืองต่อจากรัชกาลที่ 1 มีแม่กอง คือ กรมพระยาราชวังบวรสถานมงคล การสร้างเมืองเริ่มทำพิธีฝังอาถรรพ์ปักหลักเมืองขณ วันศุกร์  เดือน 7 แรม 10 ค่ำ ปีกุล สับตศก จุลศักราช 1177 (พ.ศ. 2358) จากพงศาวดารรัชกาลที่ 2 ให้นามว่า เมืองนครเขื่อนขันธ์ ในการครั้งนี้ได้สร้างพระอารามไว้ในเมืองพระราชทานนามว่า วัดทรงธรรม ต่อมาได้สร้างป้อมเพื่อความแข็งแรงในการป้องกันศัตรูทางฝั่งตะวันออก 3 ป้อม คือ
                     1. ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย
                     2. ป้อมปีศาลสิง
                     3. ป้อมราหูจร

                      ทางฝั่งตะวันตกอีก 5 ป้อม คือ
                      1. ป้อมแผลงไฟฟ้า
                      2. ป้อมมหาสังหาร
                      3. ป้อมศัตรูพินาศ
                      4. ป้อมประจักกรด
                      5. ป้อมพระจันทร์พระอาทิตย์

                      โดยป้อมทั้งหมดชักปีกกาถึงกัน ข้างหลังเมืองทำเป็นกำแพงล้อมรอบตั้งยุ้งฉางภายในเมืองที่ริมน้ำทำเป็นลูกทุ่นสายโซ่ไว้ป้องกันเรือข้าศึกรวมทั้งหมด ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์มีป้อมทั้งหมด 9 ป้อม นอกจากการสร้างป้อมแล้วยังได้ทำการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยามีชื่อว่า คลองลัดหลวง เพื่อใช้เป็นทางลัดในการเดินทาง ทำให้เมืองนครเขื่อนขันธ์มีอีกชื่อหนึ่ง ว่า ปากลัด ในปี พ.ศ. 2365 ได้สร้างป้อมอีกป้อมหนึ่งชื่อเพชรหึงษ์ ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าให้เปลี่ยนชื่อเมืองนครเขื่อนขันธ์เป็นเมืองพระประแดง ในปี พ.ศ. 2458 ด้วยฐานะเมืองพระประแดงเป็นจังหวัดพระประแดงมี 3 อำเภอ คือ
                      อำเภอพระประแดง
                      อำเภอพระโขนง
                      อำเภอราษฎร์บูรณะใน
                      รัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอันเนื่องจาก ภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทรงโปรดเกล้าให้ยุบจังหวัดพระประแดง โดยให้อำเภอพระโขนงอำเภอราษฏร์บูรณะ ขึ้นตรงกับ จังหวัดกรุงเทพ ส่วนอำเภอพระประแดงขึ้นตรงกับจังหวัดสมุทรปราการ ใน พ.ศ. 2475
ชุมชนมอญพระประแดงได้เริ่มขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ซึ่งปัจจุบัน คือ อำเภอพระประแดง ขึ้นในวันศุกร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 7 ปีกุล สัปศกจุลศักราช 1177 (พุทธศักราช 2358) ทรงโปรดเกล้าให้ย้ายครอบครัวชาวมอญจากเมืองปทุมธานีที่ได้อพยพเข้ามา ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชที่มีผู้นำ คือพระยาเจ่ง ต้นตระกูลคชเสนี ในการเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ครั้งนั้นมีชายฉกรรจ์ทั้งหมด 300 คน มีผู้นำ คือ สมิงทอมา ซึ่งเป็นบุตรของพระยาเจ่งเป็นหัวหน้า ซึ่งภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองนครเขื่อนขันธ์ ชาวมอญชุดนี้เรียกว่า มอญเก่า และในปีเดียวกันนี้มีชาวมอญอีกกลุ่มหนึ่งอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร มีผู้นำ คือ สมิสอดเบา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงโปรดให้ชาวมอญกลุ่มหนึ่งไปตั้งหลักแหล่งที่เมืองนครเขื่อนขันธ์เช่นกัน โดยชาวมอญชุดนี้เรียกว่า มอญใหม่
                       การปกครองเมืองนครเขื่อนขันธ์เริ่มต้นจากสมิงทอมาซึ่งได้รับแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น พระยานครเขื่อนขันธ์รามัญชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงคราม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้พระยานครเขื่อนขันธ์ รามัญชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงครามเป็นเจ้าเมือง พร้อมทั้งตั้งกรมการการเมืองทุกตำแหน่ง นับแต่นั้นมาตระกูลคชเสนีก็ปกครองเมืองนครเขื่อนขันธ์สืบต่อมารวมแล้ว 9 คน คือ
พระยานครเขื่อนขันธ์รามัญชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงคราม ( ทอมา คชเสนี )
พระยาดำรงราชพลขันธ์ ( จุ๋ย คชเสนี )
พระยามหาโยธา ( นกแก้ว คชเสนี )
พระยาขยันสงคราม ( เจ๊กหรือแป๊ะ คชเสนี )
พระยาเกียรติ ( ขุนทอง คชเสนี )
พระยาดำรงค์ราชพลขันธ์ ( หยอย คชเสนี )
พระเทพพลู้ ( ทองคำ คชเสนี )
พระยาพิทักษ์มนตรี ( ปุย คชเสนี )
พระยานาคราชกำแหงประแดงบุรีนายก ( แจ้ง คชเสนี )
         หลังจากลำดับที่ 9 เป็นคนนอกตระกูลคชเสนี คือ
พระยาพยัพพิริยกิจ ( เป้า จารุเสถียร )
พระประแดงบุรี ( โต )
พระยาพิชัยบุรินทรา ( สอาด )